สร้างการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ให้คุ้มค่า

            ฉบับนี้จะพูดเรื่องการสร้างการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่ทำอย่างไรถึงจะคุ้มค่า ซึ่งผมจะหมายถึงผลตอบแทนการลงทุน หรือ Return on Investment (ROI) สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำการตลาดสื่อสังคมออนไลน์นะ

            สำหรับประเทศไทยแล้ว เว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยมคงจะหนีไม่พ้น สื่อสังคมออนไลน์อันดับหนึ่งคือ Facebook และ Twitter, Instagram, Youtube ตามลำดับ (รายงานอัพเดทสื่อสังคมออนไลน์สำหรับประเทศไทยล่าสุด http://goo.gl/Y3EqF4) บางคนอาจจะพิจารณาให้ Line ที่เป็นเครื่องมือสื่อสารเป็นส่วนหนึ่งของสื่อสังคมออนไลน์ด้วยก็ได้ ดังนั้น คุณต้องเลือกสื่อสังคมออนไลน์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของคุณและวัตถุประสงค์ของธุรกิจเสียก่อน

            โชคดีที่วันนี้คุณสามารถวัดผลลัพธ์ความสำเร็จการตลาดออนไลน์และคำนวนเป็น ROI ได้ง่ายมากขึ้นด้วยสื่อสังคมออนไลน์และโฆษณาออนไลน์ เมือเปรียบเทียบกับสื่อออฟไลน์อื่นๆ เมือคุณสามารถวัดผลลัพธ์ได้ง่าย ดังนั้น ทำไมคุณถึงไม่เริ่มต้นที่จะจริงจังและประเมินผลลัพธ์ความสำเร็จในแคมเปญสำคัญหรือกิจกรรมที่คุณตั้งใจจะโปรโมตล่ะ

เริ่มต้นที่กำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

            แน่นอนว่าเป้าหมายคือสิ่งสำคัญที่จะจูงใจในการทำงาน เพื่อบรรลุเป้าหมาย เป้าหมายจะต้องสามารถเป็นจริงได้ บรรลุได้ไม่ยากเกินไปแต่ก็ไม่ง่ายจนเกินไปเช่นกัน เป้าหมายจะต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันด้วยที่จะต้องมีอัตราการเติบโตที่สมเหตุสมผล เช่น กำหนดเป้าหมายจากจำนวนผู้ชื่นชมในปัจจุบัน เป็นต้น อีกอย่าง เป้าหมายจะต้องได้รับรู้ร่วมกันทุกคนในทีมและผู้บริหารด้วย มิฉะนั้นแล้วจะไม่เกิดพลังที่จะผลักดันในถึงเป้าหมายได้

            ตัวอย่างของเป้าหมายง่ายๆ สำหรับสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ จำนวนผู้ชื่นชอบ จำนวน Retweet จำนวนคอมเมนต์หรือแชร์ เป็นต้น และเป้าหมายที่ซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่ อัตราการแปลงไปสู่ลูกค้า จำนวนคลิกไปยังเว็บไซต์ อัตราการมีส่วนร่วม รายได้ เป็นต้น

ติดตามกิจกรรมให้บรรลุเป้าหมาย

            เมือมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว คุณก็ต้องติดตามกิจกรรมสื่อสังคมออนไลน์ที่คุณลงมือปฏิบัติ เช่น การโพส กิจกรรมเกม เป็นต้น ให้สามารถบรรลุเป้าหมายให้ได้ การติดตามจะต้องเริ่มตั้งแต่ที่คุณโพสผ่านสื่อสังคมออนไลน์ คุณอาจจะถามตัวเองว่า

  • นี่คือโพสที่ดีในการสร้างผู้เข้าชมสู่เว็บไซต์แล้วใช่มั้ย?
  • นี่เป็นโพสที่น่าแชร์มากที่สุดแล้วใช่มั้ย?
  • โพสนี้สามารถสร้างการมีส่วนร่วมทั้งคอมเมนต์ ชื่นชอบและแชร์ได้จริงหรือ?

            เมือคุณติดตามกิจกรรมของคุณตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ คุณก็สามารถปรับเปลี่ยนยุทธวิธีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ เช่น การโปรโมตโพสผ่านสื่อโฆษณา การโพสเนื้อหาใหม่เร็วขึ้นหรือช้าลง เป็นต้น

คำนวนค่าใช้จ่ายและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

            บันทึกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละกิจกรรมออนไลน์ที่คุณลงมือปฏิบัติ เช่น ค่าใช้จ่ายผลิตสื่อ ค่าใช้จ่ายโฆษณา เป็นต้น รวบรวมเป็นรายเดือนเพื่อประเมินผลลัพธ์เป็นรายงานรายเดือน

            จากนั้นก็ประเมินผลตอบแทนที่คุณได้รับจากกิจกรรมที่คุณได้ลงมือปฏิบัติ เช่น รายได้ มูลค่าจากจำนวนผู้ชื่นชอบ เป็นต้น บางครั้งคุณอาจจะประเมินลงลึกไปถึงผลตอบแทนที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของสื่อสังคมออนไลน์ กับเกิดจากโฆษณาออนไลน์ ก็ได้ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณต้องปรับปรุงกิจกรรมอย่างไรให้ได้เป้าหมายที่ต้องการในค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าที่สุด

ประเมินผลลัพธ์ด้วย Google Analytics

            ถ้าเป้าหมายของคุณคือการสร้างผู้เข้าชมที่มีคุณภาพมายังเว็บไซต์ของคุณ คุณก็ควรจะประเมินผลลัพธ์ด้วย Google Analytics ด้วย บางครั้งเราอาจจะไม่ได้ประเมินเฉพาะจำนวนผู้เข้าชมเท่านั้น แต่ประเมินคุณภาพของผู้เข้าชมที่ได้มาด้วย เช่น จำนวนหน้าที่ดู ระยะเวลาที่ใช้ หรือ รายได้ที่ได้ เป็นต้น

สุดท้าย ประเมินผลลัพธ์ในภาพรวม

            นอกเหนือจากการประเมินในทุกเดือนหรือแต่ละกิจกรรมแล้ว คุณควรจะประเมินผลในภาพรวมด้วย เช่น ค่าใช้จ่ายต่อโพส การมีส่วนร่วมต่อโพส ยอดขายที่ได้ต่อโพส เป็นต้น ซึ่งสามารถที่จะเปรียบเทียบกิจกรรมสื่อสังคมออนไลน์แบบปีต่อปี เปรียบเทียบระหว่างสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook กับ Instagram หรือ เปรียบเทียบกับบริษัทที่อยู่ในอุตสาหรรมเดียวกันก็ได้  

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th

กลยุทธ์คอนเทนต์เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับแบรนด์

           นักการตลาดทราบดีว่าคอนเทนต์ (Content) ได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สามารถดึงลูกค้าให้มีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้ แต่บริษัทเองก็ยังสับสนว่าคอนเทนต์หรือเนื้อหาประเภทไหนเหรอที่สามารถจะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้ แน่นอนว่า บริษัทก็คาดหวังที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากกลยุทธ์คอนเทนต์ ดังนั้น เราจะเห็นการสร้างคอนเทนต์ที่แฝงไปด้วยข้อเสนอส่งเสริมการขาย เช่น สิทธิพิเศษ โปรโมชั่น คูปองส่วนลด เพื่อที่จะหารายได้จากคอนเทนต์ที่เราส่งไปยังลูกค้า ทั้งผ่านอีเมล์ หน้าจอคอมพิวเตอร์ โมบาย เป็นต้น แต่ถ้านำเสนอข้อเสนอส่งเสริมการขายเพื่อสร้างรายได้มากเกินไป ลูกค้าก็อาจจะไม่ได้รับความประทับใจหรือประสบการณ์ที่ดีจากแบรนด์ก็ได้

            แล้วเราจะสร้างสมดุลระหว่างคอนเทนต์กับข้อเสนอส่งเสริมการขายได้อย่างไร?

            จากการศึกษาของ emnos ในปี พ.ศ. 2558  พบว่าร้อยละ 64 ของผู้บริโภคต้องการคอนเทนต์มากกว่าข้อเสนอส่งเสริมการขายจากร้านค้าปลีก และร้อยละ 83 ของผู้บริโภครู้สึกว่ายังไม่ได้รับคอนเทนต์ที่ดีเพียงพอที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง โดยเฉพาะการพัฒนาไลฟ์สไตล์ที่ดีขึ้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคไม่ได้สนใจกับข้อเสนอส่งเสริมการขายเพียงอย่างเดียวหรือมากเกินไป บริษัทจะต้องนำเสนอคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคน่าจะดีกว่า ตัวอย่างเช่น แนะนำสูตรอาหารเพื่อสุขภาพ ที่อาจจะมีส่วนผสมมาจากร้านของคุณ เป็นต้น ดีกว่านำเสนอด้วยโปรโมชั่นของส่วนผสมอาหาร โดยไม่บอกว่าส่วนผสมอาหารเหล่านั้นจะมีประโยชน์อย่างไรหรือไว้ใช้ทำอะไรบ้าง

            จริงแล้วก็ไม่ต่างกับการแชร์คอนเทนต์ในสื่อสังคมออนไลน์ที่ผู้บริโภคชอบแชร์ประสบการณ์ที่ได้รับจากแบรนด์ เช่น การใช้งาน ข้อดี ข้อเสีย เป็นต้น มากกว่าการแชร์เพียงแค่สิทธิพิเศษที่ได้รับ ผู้บริโภคจะชอบอ่านและแชร์คอนเทนต์ของเพื่อนที่มีประโยชน์ต่อตัวเองและต่อเพื่อนอื่นๆ ด้วย

            อีกหนึ่งการศึกษาของ ClickFox พบว่าร้อยละ 32 ของผู้บริโภคยินดีที่จะให้ข้อมูลส่วนบุคคลกับแบรนด์ที่พวกเขาจงรักภักดีด้วย ดังนั้น บริษัทจะต้องดีใจเป็นอย่างยิ่งกับข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้านะ ยิ่งคุณได้ข้อมูลของพวกเขามากเท่าไร คุณก็จะสามารถนำเสนอคอนเทนต์และข้อเสนอส่งเสริมการขายได้ดียิ่งขึ้น ได้ใกล้เคียงกับความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

            อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจะให้ข้อมูลส่วนบุคคลกับคุณก็ต่อเมือ คุณมีความจริงใจที่ใช้ข้อมูลนั้น ไม่ได้นำข้อมูลเหล่านั้นให้กับบุคคลภายนอกและมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ป้องกันการขโมยข้อมูลเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี

            ดังนั้น นักการตลาดจะต้องผสมกลมกลืนข้อเสนอส่งเสริมการขายเข้ากับคอนเทนต์ให้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างแนบเนียน ตัวอย่าง ขนมโอริโอ้ที่เป็นแบรนด์เก่าแก่มายาวนานก็มีการนำเสนอไอเดียใหม่ๆ แปลกๆ ในการรับประทานโอริโอ้ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าไม่ให้รู้สึกเบื่อที่จะรับประทานโอริโอ้ในแบบต่างๆ ตามวาระ และที่สำคัญ ผู้บริโภคก็ยินดีที่จะรับคอนเทนต์เหล่านี้ด้วย

            ลองดูยุทธวิธีต่อไปนี้ที่จะสร้างสมดุลให้กับคอนเทนต์ของคุณให้ดูไม่เสนอขายมากจนเกินไป

และสามารถสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคกับแบรนด์ของคุณได้อีกด้วย

  1. คอนเทนต์ต้องมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา ทำให้พวกเขาเข้าใจในคอนเทนต์นั้นและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
  2. คอนเทนต์จะต้องถูกใจ เมือผู้บริโภคได้อ่านคอนเทนต์แล้วจะต้องบอกว่า “ใช่” เลย มันคือสิ่งที่ฉันต้องการ ดังนั้น คอนเทนต์ที่ดีจะต้อง ถูกคน ถูกใจ ถูกเวลา
  3. คอนเทนต์จะต้องถูกส่งให้ถูกช่องทางด้วย ผู้บริโภคอาจจะต้องการรับทางอีเมล์เท่านั้น บางรายต้องการคอนเทนต์ด้วยข้อความสั้นก็ได้ คุณจะต้องรู้ว่าพวกเขาต้องการคอนเทนต์ทางไหนถึงจะเข้าถึงพวกเขาได้ดีที่สุด

            ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแปลงคอนเทนต์ให้เป็นรายได้ ผู้บริโภคต้องการคอนเทนต์ บริษัทก็ต้องการรายได้ ดังนั้น การสร้างสมดุลของคอนเทนต์กับข้อเสนอส่งเสริมการขายจึงเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์คอนเทนต์

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th

เปิดโอกาสสนทนากับผู้บริโภคบ้าง

            การสื่อสารโดยตรงระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก นักการตลาดจำเป็นที่จะต้องเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง เพื่อกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดและสร้างแคมเปญการตลาดที่โดนใจผู้บริโภคได้มากที่สุด

            หนึ่งในวิธีที่จะเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งคือการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าไม่ว่าเป็นข้อมูลลูกค้าที่ได้จากระบบซีอาร์เอ็ม แบบสอบถาม การวิจัยการตลาดก็ตาม เหล่านี้เป็นเครื่องมือที่จะช่วยวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภคได้

            อย่างไรก็ตามเครื่องมือเหล่านี้เป็นการตั้งคำถามแล้วถามไปยังผู้บริโภค โดยคำถามเหล่านี้มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด คำถามเหล่านี้มักจะเป็นคำตอบบแบบตัวเลือกให้ผู้บริโภคตอบ คือ ใช่ หรือ ไม่ใช่ ซึ่งยังขาดคำถามแนว “ทำไม” และ “อย่างไร” เนื่องจากว่าแบบสอบถามจะต้องออกแบบให้สั้นกระชับ ด้วยข้อจำกัดของเวลาในการตอบแบบสอบถาม ดังนั้น คุณอาจจะยังไม่ได้ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคจริงๆ

            ดังนั้น การสนทนากับผู้บริโภคจึงมีความจำเป็นและมีสำคัญอย่างมากในการเข้าใจถึงผู้บริโภค เทคนิคง่ายๆ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เพียงแค่คุณจัดรับประทานอาหาร “มื้อเที่ยงกับผู้บริโภค” โดยจัดให้เป็นกิจวัตรประจำ เช่น ทุกเดือน ทุกไตรมาส เป็นต้น และเวียนสถานทีไปเรื่อยๆ ให้โอกาสเจ้าหน้าที่การตลาดทุกคนมีส่วนร่วมในการรับประทานแต่ละครั้งด้วย

            จริงแล้วมันไม่ใช่วิธีการพิเศษอะไรหรอก แต่การได้เห็นหน้าผู้บริโภคตัวจริง เสียงจริง ที่สนทนาเกี่ยวกับแบรนด์ของคุณมันเป็นอะไรที่พิเศษจริงๆ และที่สำคัญ คุณจะเข้าใจพวกเขามากยิ่งขึ้น ผู้บริโภคยินดีที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์ของคุณต่อหน้าคุณ ยิ่งเป็นแบรนด์ที่พวกเขาชื่นชอบด้วยแล้ว พวกเขายิ่งอยากให้ข้อมูลกับคุณมากที่สุด ในการพัฒนาสินค้าและบริการให้ดีมากยิ่งขึ้น การสนทนาของคุณกับผู้บริโภคสามารถตั้งคำถามที่ “What-if” ได้ เช่น คุณต้องการอะไรจากบริษัทเพื่อให้คุณยังซื้อสินค้าและบริการต่อไป? หากบริษัทออกโปรโมชั่นแบบนี้ คุณจะซื้อมั้ย ทำไม อย่างไร?  เป็นต้น มันจะมีค่าและเป็นประโยชน์อย่างมากในการเข้าใจถึงผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง

            บ่อยครั้งที่นักการตลาดมักจะลงทุนกับการงานวิจัยการตลาด เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งรายงานความเปลี่ยนแปลงหรือพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่ลืมที่จะพบปะและสนทนากับลูกค้าจริงๆ ทำให้แคมเปญการตลาดมีโอกาสที่จะล้มเหลวสูง

            เช่นเดียวกับผู้บริโภคออนไลน์ คุณอาจจะฟังเสียงของผู้บริโภคออนไลน์ด้วยการลงทุนกับเครื่องมือฟังเสียงผู้บริโภค (Social Listening) ต่างๆ แล้วได้รายงานเป็นความรู้สึก (Sentimental) ที่ดี ไม่ดีหรือเป็นกลาง แต่นั่นเป็นเสียงของผู้บริโภคแบบการสื่อสารทางเดียวเท่านั้น มันอาจจะมีความหมายลึกซึ้งมากกว่านั้นของผู้บริโภค

            ดังนั้น เพื่อที่จะเข้าใจผู้บริโภคออนไลน์ คุณก็ต้องสนทนากับพวกเขาเช่นเดียวกัน เพื่อให้ทราบว่าอะไรคือสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการและจำเป็นต่อพวกเขา เช่นเดียวกัน คุณก็สามารถตั้งคำถามที่เป็น “What-if” ได้ สุดท้าย คุณก็อาจจะใช้กลยุทธ์เดียวกันกับผู้บริโภคทั่วไปคือ จัดแคมเปญ รับประทานอาหารกับผู้บริโภคก็ได้ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้รับข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคแล้ว

            การสนทนากับผู้บริโภคเป็นการสื่อสารแบบสองทางที่จะช่วยให้คุณเข้าใจความต้องการของพวกเขาได้ดีกว่าการรับฟังเสียงจากพวกเขาอย่างเดียว ซึ่งเสียงของผู้บริโภคส่วนใหญ่มักจะเป็นเสียงบ่น ด่าหรือไม่พอใจในแบรนด์ของคุณ มันจะไม่มีประโยชน์เพียงพอต่อการเข้าใจผู้บริโภค

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th

ฤาจะหมดยุคการตลาดแบบเฉพาะคน ?

            กลยุทธ์การตลาดได้มีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน โดยหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่ได้รับความนิยมในช่วงที่ผ่านมาคือการตลาดแบบเฉพาะคน หรือ ตัวตัวต่อตัว ในชื่อภาษาอังกฤษที่ว่า One-to-one Marketing

            นอกจากคำว่า One-to-one Marketing แล้ว เราอาจจะคุ้นๆ หูกับคำว่า Customization หรือ Personalization เป็นต้น ซึ่งคำเหล่านี้ก็มีที่มาที่ไปเกี่ยวเนื่องกันไปหมด เพียงแต่ว่าจะนำมุมไหนมากล่าวถึงเท่านั้นเอง แต่ก็เป็นความต่างในเรื่อง “เดียวกัน”

            การตลาดแบบเฉพาะคนได้เริ่มหมดความขลังลง เหมือนกับจะตกยุคไป หากพิจารณาดูดีๆ จะมีกี่บริษัทที่สามารถดำเนินการตามกลยุทธ์แบบเฉพาะคนได้อย่างมีประสิทธิภาพบ้าง ฤามันจะหมดยุคจริงๆ?

            การตลาดเฉพาะคนจะต้องเก็บข้อมูลของลูกค้าแบบรายบุคคลอย่างละเอียดและต่อเนื่อง ขอเน้นย้ำว่าต้อง เป็นข้อมูลที่ทันสมัยเสมอ คุณอาจจะนำกลยุทธ์การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) มาช่วยด้วยการลงทุนในซอฟต์แวร์ซีอาร์เอ็มก็ตาม เพื่อให้ได้ข้อมูลของลูกค้าแบบรายบุคคลที่ทันสมัยเสมอ

            จากนั้นบริษัทจะตอบสนองลูกค้าด้วยการนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะรายที่เรียกว่า Customization ให้ได้ความชอบและตรงกับรสนิยมของลูกค้านั้นๆ แบบรายบุคคล

            คุณจะต้องสร้างระบบให้สามารถสื่อสารการตลาดกับลูกค้าเฉพาะราย ไม่ว่าจะเป็นอีเมล์ SMS หรือแม้กระทั่งข้อความเตือนส่วนบุคคลผ่านโมบายแอปพลิเคชั่น ด้วยการกำหนด Trigger ตามเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่างๆ เช่น การส่งข้อความพร้อมโปรโมชั่นผ่านโมบายแอปพลิเคชั่นไปยังลูกค้า เมือลูกค้าที่เดินเข้าศูนย์การค้า เป็นต้น

            นอกจากนี้การสื่อสารจะต้องผสมผสานกันในทุกๆ ช่องทางด้วย ด้วยข้อมูลลูกค้าแบบศูนย์กลาง เช่น การสื่อสารกับลูกค้าผ่านสื่อโฆษณาด้วย Retargeting อาจจะเป็นเฉพาะลูกค้าที่เคยซื่อสินค้ามาก่อน เป็นต้น ดังนั้น ทุกการสื่อสารจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกันและที่สำคัญจะต้องเฉพาะตัวด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วกลยุทธ์การตลาดแบบเฉพาะตัวคงจะไม่สำเร็จ

            ด้วยกลยุทธ์ที่กล่าวมาข้างต้น ฟังดูเหมือนจะง่ายแต่มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ง่ายเลย อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีของเราในวันนี้ทำให้เราลืมการตลาดแบบเฉพาะตัวไปได้เลย มันจะพาเราก้าวข้ามไปสู่การตลาดแบบหนึ่งต่อหลาย (One-to-many marketing) ที่สามารถให้นำเสนอด้วยความชอบส่วนบุคคล (Personalization) ได้ดียิ่งขึ้น

            เราจะยังไม่ทิ้งกลยุทธ์การตลาดที่ว่า “การตลาดต้องถูกใจ ถูกตัวและถูกเวลา” เพียงแค่เราจะนำเสนอในมุมที่แตกต่างกัน เราจะไม่เข้าถึงลูกค้าเฉพาะราย ด้วยการตอบสนองความต้องการตามข้อมูลของลูกค้าเฉพาะรายแล้ว แต่เราจะเข้าถึงลูกค้าด้วยกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ (Right Audience Segment) ด้วยการพิจารณาจากไลฟ์สไตล์ พฤติกรรมของลูกค้า ความชอบ

            การนำเสนอนี้อาจจะเป็นสื่อโฆษณาออนไลน์ที่สามารถมีข้อมูลที่ทันสมัยมากกว่า เช่น การใช้สื่อโฆษณาของเฟสบุคเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Custom Audience) ที่มีลักษณะคล้ายกับลูกค้าของคุณและลูกค้าเหล่านี้สามารถสร้างกำไรให้กับคุณได้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คุณจะต้องพัฒนาระบบให้สามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่ลูกค้าชอบด้วยเช่นกัน แต่ระดับของความเป็นส่วนบุคคลจะเป็นเพียงแค่ระดับกลุ่มเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้ยากต่อการนำไปใช้

            ดังนั้น หัวใจของกลยุทธ์นี้คือการนำเสนอการตลาดแบบเฉพาะกลุ่ม หรือการตลาดแบเฉพาะตัวในระดับจำนวนมากนั่นเอง แล้วคุณจะลืมการตลาดแบบเฉพาะตัวไปเลย

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th

“The Must” ของสื่อโฆษณาเฟสบุ๊ค

            ในฐานะที่ผมเป็นทั้งที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์และก็ซื้อสื่อโฆษณาเฟสบุ๊คเป็นจำนวนมาก บ่อยครั้งที่เห็นลูกค้าใช้สื่อโฆษณาเฟสบุ๊คอย่างผิดๆ อาจจะเรียกได้ว่า “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” กันเลยทีเดียว คุณสามารถซื้อสื่อโฆษณาเฟสบุ๊คได้ง่ายมาก เพียงแค่มีบัตรเครดิตเท่านั้น เครื่องมือในการบริหารสื่อโฆษณาเฟสบุ๊คก็แสนง่ายเช่นกัน แต่เชื่อได้เลยว่าน้อยคนนักที่จะเข้าใจถึงหลักการซื้อสื่อโฆษณาเฟสบุ๊คอย่างถ่องแท้และสามารถที่จะสร้างความคุ้มค่าของการซื้อสื่อโฆษณาเฟสบุ๊ค

            ต่อไปนี้เป็น “The Must” หรือ สิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ของคุณคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

ต้องวางแผน

            การวางแผนสื่อโฆษณาเฟสบุ๊คไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด อย่าลงโฆษณาโดยที่คุณยังไม่รู้ว่าต้องการอะไร ด้วยงบประมาณเท่าไร หัวข้อในการวางแผนสื่อโฆษณาเฟสบุ๊ค ประกอบด้วย

  • ใครคือกลุ่มเป้าหมาย? อายุเท่าไร? เพศอะไร? พวกเขามีพฤติกรรมอย่างไร? มีความสนใจอะไร? เป็นต้น
  • กลยุทธ์และยุทธวิธีการตลาดดออนไลน์สำหรับแคมเปญนี้
  • ระยะเวลาในการลงโฆษณา อย่าซื้อสื่อโฆษณาโดยไม่มีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด คุณจะต้องกำหนดให้ชัดเพื่อประเมินผลลัพธ์ในช่วงเวลาที่กำหนด ที่สำคัญ ถ้าคุณไม่กำหนดวันสิ้นสุด คุณอาจจะลืมและเสียเงินโดยไม่รู้ตัว
  • ดัชนีชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน การกำหนด ดัชนีชี้วัด (KPI) อาจจะหมายถึงจำนวนผู้ชื่นชอบที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อผู้ชื่นชอบหรือผู้คลิกโฆษณา เป็นต้น
  • งบประมาณที่ใช้

หลีกเลี่ยงโฆษณาซ้ำๆ

            การใช้รูปภาพเดียวและข้อความเดียวตลอดทั้งแคมเปญอาจจะทำให้กลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาซ้ำๆ ทำให้โฆษณานั้นไม่น่าสนใจ มีผลให้แคมเปญโฆษณาของคุณไม่ประสบความสำเร็จได้ คุณสามารถหลีกเลี่ยงด้วยการใช้รูปภาพหรือธีมที่ต่างกันอย่างน้อย 5 แบบ และสร้างกลุ่มโฆษณา (Ad Group) ที่มีตัวแปรของกลุ่มเป้าหมายต่างอย่างน้อย 5 กลุ่มโฆษณา ด้วยวิธีการนี้จะทำให้แคมเปญโฆษณาของคุณน่าสนใจมากขึ้น

ต้องเจาะลึกกลุ่มเป้าหมาย

            มากกว่า 1.3 พันล้านคนต่อเดือนที่ใช้เฟสบุ๊คทั่วโลก หรือ 35 ล้านคนต่อเดือนที่ใช้เฟสบุ๊คในประเทศไทย ตัวเลขหลักล้านเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย ดังนั้น คุณควรจะเจาะลึกลงไปยังกลุ่มเป้าหมายให้ละเอียดมากที่สุด ตั้งแต่การเลือกกลุ่มอายุ ความสนใจ พฤติกรรม ความสัมพันธ์กับคู่แข่ง รวมไปถึงการสร้างกลุ่มเป้าหมายของเราที่เรียกว่า Custom Audience จากอีเมล์หรือหมายเลขมือถือของลูกค้าของเรา

            ยิ่งคุณสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดมากเท่าไร คุณก็จะได้ลูกค้าที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น สุดท้าย คุณจะต้องประเมินความคุ้มค่าของกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มนี้ด้วย และใช้งบโฆษณากับกลุ่มเป้าหมายที่สร้างคุ้มค่าให้คุณมากที่สุด

อย่าลืมการตลาดแบบติดตาม (Retargeting)

            ถ้าคุณมีเว็บไซต์ คุณจะต้องไม่ลืมใช้การโฆษณาด้วยการตลาดแบบติดตามที่ผู้ที่เคยเข้าเว็บไซต์ของคุณมาก่อนในช่วงระยะเวลาหนึ่งจะเห็นโฆษณาของคุณในเฟสบุ๊ค ด้วยวิธีการนี้ คุณสามารถติดตามลูกค้ามุ่งหวังที่มีความสนใจในสินค้าและบริการของคุณอยู่แล้ว เพราะเคยเข้าเว็บไซต์ของคุณมาก่อน เป็นการเพิ่มโอกาสซื้อสินค้าและบริการของคุณมากขึ้น อัตราการแปลงเป็นลูกค้า (Conversion rate) ก็จะสูงขึ้นกว่าการใช้สื่อโฆษณาเฟสบุ๊คแบบปกติ

ติดตามผลลัพธ์อย่างใกล้ชิด

            การใช้สื่อโฆษณาออนไลน์ไม่แตกต่างไปกับการทดลองวิทยาศาสตร์ที่คุณจะต้องตั้งสมมติฐาน ทดลองจนได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น คุณจะต้องติดตามผลลัพธ์ของแคมเปญโฆษณาในแต่ละ Ad Group อย่างใกล้ชิด เปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัด (KPI) ที่กำหนดไว้แต่แรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันแรกๆ ที่คุณลงสื่อโฆษณา ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่กำหนดไว้ คุณจะต้องปรับเปลี่ยนจนได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจ บางครั้งคุณอาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งแคมเปญก็ได้

            เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถที่จะใช้งบโฆษณาเฟสบุ๊คได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น เชื่อได้เลยว่าคุณจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยลงและได้ผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่สามารถที่จะติดตามและปรับเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง แนะนำให้ใช้เอเจนซี่โฆษณาออนไลน์จะดีที่สุด พร้อมทั้งควบคุมให้อยู่ในดัชนีชี้วัด (KPI) ที่คุณต้องการ

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โฆซลูชันส์ จำกัด

Navik@sundae.co.th

โฆษณาออนไลน์ให้ตรงคน ตรงใจแล้ว อย่าลืมตรงเวลาด้วย

            นักการตลาดทราบดีว่าโฆษณาออนไลน์ให้ได้ประสิทธิภาพที่สุด โฆษณาออนไลน์ของแคมเปญนั่นจะต้องเข้าถึงให้ ตรงคน (Right Person) ด้วยข้อความโฆษณาที่ตรงใจ (Right Message) และสุดท้ายจะต้องตรงเวลา (Right Time) ด้วย

            แต่เชื่อหรือไม่ว่าเรายังเห็นโฆษณาออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาแบนเนอร์หรือข้อความสปอนเซอร์ที่มาถึงเราแบบไม่ถูกเวลาของวันบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่งบประมาณโฆษณาออนไลน์ถึงบานปลายและไม่คุ้มค่า

            นักการตลาดมักให้ความสำคัญกับการลงโฆษณาให้ถูกคนด้วยการพิจารณา เพศ อายุ ภูมิศาสตร์ (ประเทศ เมือง) อาชีพ ความสนใจ เว็บไซต์ที่เคยชม เป็นต้น เป็นหลัก เพราะคุณสามารถลงโฆษณาตามข้อมูลเหล่านี้ได้ง่ายด้วยเครื่องมือสำหรับ Advertiser ที่มีไว้ให้ ทั้ง Google Display Network หรือ Facebook แน่นอนว่า วันนี้การกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งศาสตร์ที่คุณจะต้องเรียนรู้ ที่สำคัญข้อความที่คุณจะสื่อก็ต้องให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายด้วย

            สุดท้าย คุณสามารถที่จะกำหนดให้โฆษณาออนไลน์ของคุณปรากฏในวันและเวลาของวันที่ต้องการได้ ซึ่งมันเป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆ กลุ่มเป้าหมายเดียวกันแต่อาจจะมีความต้องการที่ต่างกันในแต่เวลาของวันได้ การโฆษณาออนไลน์ด้วยการกำหนดเวลาของวันจะช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและที่สำคัญช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายโฆษณาออนไลน์ได้มาก

การตัดสินใจซื้อในแต่ละวัน

            คุณจะต้องวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคของคุณ วันและเวลาของวันที่ผู้บริโภคของคุณตัดสินใจซื้อสินค้าเป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างจากงานวิจัยพบว่า ผู้บริโภคจะมีส่วนร่วมกับโฆษณาออนไลน์ของสินค้าฟุ่มเฟือยหรูหรามากที่สุดในช่วงเช้า 9 โมง ซึ่งเป็นช่วงที่แม่บ้านและคุณผู้หญิงจะมีเวลาสบายๆ มากที่สุด

            ถึงแม้ว่าเวลา 9 โมงเช้าจะเป็นเวลาที่ผู้บริโภคจะเริ่มใช้อินเตอร์เน็ตกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะสนใจในโฆษณาออนไลน์ทุกแคมเปญเสมอไป

            คุณจะต้องวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าของคุณ ทั้งการเข้าชมเว็บไซต์ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ อัตราการคลิกโฆษณาออนไลน์ เป็นต้น เพื่อกำหนดเวลาของวันที่ดีที่สุดในการโฆษณาสินค้าของคุณ

ใช้ข้อความโฆษณาที่ต่างกันกับเวลาที่ต่างกัน

            สังเกตอีกอย่างที่มักจะพบเห็นในโฆษณาออนไลน์คือการใช้โฆษณาเดียวกันตลอดทั้งวัน บางสินค้าสามารถที่จะสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยข้อความที่ต่างกันกับเวลาของวันที่ต่างกันได้ ตัวอย่างเช่น โฆษณาออนไลน์ของร้านอาหารพิซซ่า คุณสามารถโฆษณาในช่วงเวลาก่อนเที่ยงด้วยข้อความโฆษณา ชวนทานพิซซ่ากับเพื่อนร่วมงานที่ร้าน และในช่วงเวลาก่อนเย็นด้วยข้อความโฆษณาชวนทานพิซซ่ากับครอบครัว พร้อมโปรโมชั่นเมือสั่งพิซซ่าทางออนไลน์ เป็นต้น

อย่าลืม โฆษณา Retargeting ด้วย

            แน่นอนว่า คุณคงไม่เลือกลงโฆษณาในช่วงเวลาเดียวของวันเท่านั้น แต่คุณอาจจะสร้างแคมเปญสำหรับลงโฆษณาทั้งวันและแคมเปญสำหรับช่วงเวลาสำคัญของวัน ดังนั้นในช่วงเวลาที่ไม่สำคัญก็ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะไม่สนใจในโฆษณาของคุณเลย เพียงแต่จะมีอัตราของการมีส่วนร่วมหรือการซื้อสินค้าต่ำกว่า ดังนั้น คุณจะต้องดึงผู้บริโภคที่สนใจเหล่านั้นกลับมาอีกครั้งด้วยโฆษณา Retargeting ด้วยวิธีนี้คุณก็จะไม่เสียลูกค้าในช่วงเวลาปกติไป เมือไรที่พวกเค้าเห็นโฆษณาของคุณอีกครั้งในเวลาที่ต้องการตัดสินใจซื้อ พวกเขาก็จะเป็นลูกค้าของคุณในที่สุด

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th

ข้อมูลคือหัวใจของธุรกิจค้าปลีก

            วันนี้เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจค้าปลีกแบบเดิม (Brick-and-Mortar Retail) ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเพราะอินเตอร์เน็ต เราจะไม่เห็นการดำเนินธุรกิจค้าปลีกแบบเดิมนี้อีกต่อไป

  • แค็ตตาล็อกสินค้าที่เป็นกระดาษ
  • การประชาสัมพันธ์ด้วยจดหมาย
  • การค้นหาซัพพลายเออร์จากงานแสดงสินค้า 

           การดำเนินธุรกิจเหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะนวัตกรรมของดิจิตอลทำให้เกิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ดีขึ้นของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย          

            นับจากนี้ไป ร้านค้าเดิมจะเปลี่ยนแปลงไป ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณเดินเข้าไปในร้านค้า แล้วร้านค้าแนะนำโปรโมชั่นหรือสินค้าที่ตรงใจคุณผ่านมือถือ หรืออาจจะเป็นหน้าจอ VDO Wall ข้างหน้าของคุณ เพื่อจูงใจให้คุณซื้อสินค้ามากขึ้น คุณจะรู้สึกอย่างไร?

            ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่มันได้เกิดขึ้นจริงแล้วและกำลังจะแพร่หลายมากขึ้นในเร็วๆ นี้ ร้านค้าได้รับข้อมูลเหล่านี้มาจากพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนและเว็บไซต์สังคมออนไลน์ของคุณนั้นเอง โดยเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้จะต้องรองรับการใช้งานแบบ Location Based เพื่อจะได้ทราบว่าคุณอยู่ในร้านค้านั้นจริง ณ ขณะนั้น

            ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ร้านค้าสามารถนำมาใช้งานได้ อาทิ

  • เทคโนโลยี Wifi ปัจจุบันร้านค้าเปิดให้บริการอินเตอร์เน็ตฟรีผ่าน Wifi ดังนั้น ร้านค้าก็สามารถที่จะรู้ว่าขณะนี้คุณได้เข้ามาใช้บริการร้านค้าแล้ว เมือร้านค้ารับข้อมูลนี้ ก็สามารถสื่อสารกลับถึงคุณได้ ณ ขณะนั้น
  • เทคโนโลยี iBeacon ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์เล็กๆ ที่จะค้นหาว่ามีสมาร์ทโฟนที่ได้ลงแอปพลิเคชั่นของทางร้านค้าไว้มาบริเวณร้านค้าหรือไม่ จากนั้น เทคโนโลยี iBeacon จะช่วยส่งข้อความไปยังแอปพลิเคชั่นนั้นทันทีได้
  • เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้า (Face Detection) เป็นเทคโนโลยีชั้นสูงขึ้นที่หลายร้านค้าได้นำมาใช้กันบ้าง ด้วยการติดกล้องและมีการตรวจจับใบหน้า เทียบกับรูปภาพใบหน้าของลูกค้าที่ได้มาจากการลงทะเบียนล่วงหน้าหรือมาจากรูปภาพโปรไฟล์ในเว็บไซต์สังคมออนไลน์ เช่น เฟสบุ๊ค เป็นต้น ที่คุณเคยใช้บัญชีของเฟสบุ๊คในการเข้าสู่ระบบของเว็บไซต์ร้านค้านั้นๆ

            จริงแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ส่งข้อความไปยังลูกค้าของร้านค้าเท่านั้น เพราะบางครั้งลูกค้าจะรู้สึกทันทีว่าถูกรบกวนหรือถูกคุกคามข้อมูลส่วนบุคคล แต่ร้านค้าสามารถเลือกแค่เพียงรับฟัง (Listening) ว่าลูกค้าได้มาที่ร้านค้า เดินไปยังบริเวณไหน หรือแม้กระทั่ง เดินดูสินค้าอะไรบ้าง เพียงเท่านี้ ร้านค้าก็สามารถที่จะวิเคาะห์พฤติกรรมของลูกค้าที่อยู่ในร้านค้าแล้ว เพื่อที่จะนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงใจผ่านสื่อออนไลน์อื่นๆ ต่อไปในภายหลัง ด้วยวิธีการแบบนี้ ลูกค้าจะไม่รู้สึกว่าถูกคุกคามและยังได้รับข่าวสารที่ตรงใจมากขึ้นอีกด้วย

            จากนี้ไป ข้อมูลของลูกค้าไม่ได้มาจากใบสมัครสมาชิก หรือแบบสอบถามอีกต่อไปแล้ว ข้อมูลของลูกค้าจะมาจากหลากหลายช่องทาง ทั้งจากอินเตอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์ของคุณ เว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ ร้านค้าออนไลน์ เป็นต้น และสุดท้าย จากเซ็นเซอร์ในร้านค้าที่จะรู้ได้ว่าลูกค้าได้มาร้านค้าจริง

            ธุรกิจค้าปลีกจะต้องนำข้อมูลจำนวนมากเหล่านี้มาวิเคราะห์และสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างถูกต้อง การวิเคราะห์ข้อมูลมีความสำคัญเป็นอย่างมาก มิฉะนั้น แล้วข้อมูลที่คุณได้รับมาจะไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย อย่าลืมว่าคุณจะต้องวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าที่มาจากหลากหลายช่องทางติดต่อที่มีข้อมูลของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง แล้วคุณจะประสบความสำเร็จในกลยุทธ์การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าในยุคดิจิตอลได้

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th

น่าคิดสำหรับผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์มือใหม่

            สัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสไปบรรยายหัวข้อ “ร้านค้าออนไลน์ อนาคตของธุรกิจค้าปลีก” และได้พูดคุยกับผู้ประกอบการธรุกิจอีคอมเมิรซ์หลายท่าน ทั้งผู้ประกอบการตลาดกลางร้านค้าออนไลน์ ผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ที่มาจากซุปเปอร์สโตร์รายใหญ่ ผู้ประกอบการขายหนังสือดิจิตอล และสุดท้ายก็ ผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ระดับขนาดเล็ก เรียกได้ว่าครบทุกภาคส่วนของธุรกิจร้านค้าออนไลน์เลยทีเดียว พวกเขาได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จและผิดหวังได้อย่างน่าสนใจ

            ผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์จะต้องมีความหลงใหลในสินค้าและบริการของตนเอง ธุรกิจนี้อาจจะเข้าง่าย เพราะไม่มีต้นทุนค่าเช่าร้านที่สูง ไม่ต้นทุนสต็อกสินค้าที่สูง เป็นต้น แต่ธุรกิจนี้ก็มีผู้ประกอบการที่ประสบความล้มเหลวกันก็เยอะ ความสำเร็จของธุรกิจนี้จะมาควบคู่กับความอดทน ถ้าผู้ประกอบการไม่มีความหลงใหลในธุรกิจแล้ว ก็จะไม่มีความอดทนในการดำเนินธุรกิจและก็จะล้มเหลวในที่สุด

            ล้มแล้วต้องรีบลุกสู้ใหม่ ธุรกิจนี้เริ่มต้นง่าย บางคนเพียงแค่เปิดหน้าเฟสบุคขายของก็ร่ำรวยแล้ว ดังนั้น ถ้าผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จด้วยความพยายามที่สุดแล้ว ให้คุณตัดใจแล้วเริ่มต้นธุรกิจใหม่ อย่าเสียเวลากับธุรกิจที่ไม่ทำให้ประสบความสำเร็จนั้น

            ปลาเร็วกินปลาช้า โลกออนไลน์ มีการเปลี่ยนแปลงไว เราต้องปรับตัวให้ไวที่สุด การนำเสนอสินค้า โปรโมชั่น และอื่นๆ จะต้องไว เพราะวงจรชีวิตของพวกนี้จะสั้น ผู้ประกอบการจะต้องกล้าคิด กล้าทำ กล้าฉีกตำราและค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ

            เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์อย่างเดียวไม่พอ คุณจะต้องใช้สื่อการตลาดออนไลน์ที่หลากหลายและตรงกับกลุ่มลูกค้าของคุณ ที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ สื่อสังคมออนไลน์ เฟสบุค และ ไลน์ ที่มีคนไทยใช้บริการมากที่สุด คุณต้องสร้างหน้าเฟสบุคให้จูงใจและนำไปสู่การปิดการขายให้ได้ คุณอาจจะใช้ Line@ ที่เป็นบริการบัญชี Line อย่างเป็นทางการ ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่มีข้อจำกัดบ้างในจำนวนการส่งข้อความ

            ระบบร้านค้าออนไลน์ต้องเร็วและง่าย ลูกค้าคนไทยยังไม่คุ้นเคยกับระบบร้านค้าออนไลน์มากนัก ระบบร้านค้าออนไลน์ของคุณจะต้องให้ประสบการณ์ใหม่ที่น่าประทับใจกับลูกค้า ทั้งก่อนซื้อ ระหว่างซื้อและหลังการขาย หากคุณทำได้ดีพอ ลูกค้าของคุณก็จะกลับมาซื้อซ้ำกับคุณ

            รีวิวเป็นสิ่งที่ลูกค้าชอบ ลูกค้าจะไม่เชื่อในโฆษณา ไม่เชื่อข้อความที่เจ้าของเว็บไซต์บอก แต่พวกเขาจะเชื่อลูกค้าอื่นๆ ที่มารีวิวหรือให้คะแนนในสินค้าและบริการนั้นๆ การให้ลูกค้าถ่ายรูปตัวเองกับสินค้าและส่งกลับมาเพื่อให้ร้านค้าโพสในเฟสบุคก็เป็นตัวอย่างที่ดี ลูกค้าจะชื่นชอบและลูกค้าอื่นๆ ก็จะเห็นว่าร้านค้านี้ได้รับ Feedback ที่ดีจากการใช้

            Personal Branding หรือการใช้ตัวเองเป็นพรีเซ็นเตอร์ หลายแบรนด์ใช้เจ้าของกิจการหรือผู้ก่อตั้งเป็นพรีเซ็นเตอร์ของแบรนด์ตัวเอง ลูกค้าจะได้รับความสนิทสนมมากขึ้นกับแบรนด์ และสามารถเข้าถึงความเป็นตัวตนของแบรนด์ได้อย่างแท้จริง คุณอาจจะสร้างหน้าเฟสบุคใหม่ของคุณเองและสื่อสารในแบบของคุณอย่างเป็นกันเองกับลูกค้าหรือผู้ชื่นชอบของคุณ

            ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเก่งในทุกเรื่อง การมีคู่ค้าที่ดีจะช่วยทำให้ธุรกิจเคลื่อนที่ได้รวดเร็วและอุดรอยรั่วในสิ่งที่เราไม่ถนัดได้ คู่ค้าที่ผู้ประกอบการควรจะพิจารณาเช่น ระบบชำระเงินออนไลน์ ระบบลอจิสติกหรือส่งสินค้า ระบบคลังสินค้า ระบบหน้าร้านค้าออนไลน์ เป็นต้น ผู้ประกอบการควรจะมุ่งเน้นที่การพัฒนาสินค้าและระบบหลักของธุรกิจ

            อย่าคิดว่าธุรกิจออนไลน์คือการทดแทนธุรกิจออฟไลน์หรือธุรกิจดั่งเดิม อยากให้มองว่าธุรกิจออนไลน์เป็นส่วนขยาย คุณจะต้องคิดกลยุทธ์ให้ทั้งสองนี้สอดคล้องกันมากกว่าที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง คุณอาจจะให้กลยุทธ์ออนไลน์กับกลุ่มลูกค้าเฉพาะที่มีพฤติกรรมสอดคล้องกับการใช้ออนไลน์ เป็นต้น

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th

ชนะใจลูกค้า 3.0 ด้วยร้านค้าออนไลน์

            ก่อนหน้านี้ได้พูดถึงลูกค้า 3.0 ไปบ้างแล้วว่าพวกเขาคือลูกค้ายุคใหม่ที่อยู่บนโลกออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ สามารถรับข้อมูลข่าวสารได้เป็นอย่างดี และ ชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์ของตนเองที่มีกับแบรนด์ต่างๆ

            พฤติกรรมของผู้บริโภคในวันนี้จึงแตกต่างจากอดีตไปอย่างมาก คุณคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้วที่จะไม่ปรับตัวองค์กรเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคยุค 3.0 นี้ ร้านค้าออนไลน์จึงเป็นช่องทางสำคัญที่จะขายสินค้าและบริการไปยังผู้บริโภคยุคใหม่นี้ ดังนั้น ถ้าคุณมีร้านค้าออนไลน์ คุณจะชนะใจลูกค้า 3.0 ได้อย่างไร   

ต้องสังคมออนไลน์

            แบรนด์จะต้องสร้างประสบการณ์สังคมออนไลน์ที่ดีให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นลูกค้าของคุณหรือไม่ คุณต้องทำให้พวกเขารู้ว่าแบรนด์ของคุณยังมีตัวตนและสามารถเข้าถึงได้ง่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์         

            ตัวอย่างของกาแฟ Nespresso (www.nespresso.com) แบรนด์ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วและสร้างความเป็นสังคมให้กับนักดืมกาแฟในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดืมกาแฟ Nespresso ผ่านเว็บไซต์ โมบายแอปพลิเคชั่นและสื่อสังคมออนไลน์ของ Nespresso ผลลัพธ์ที่ได้คือ Nespresso มีสมาชิกออนไลน์เติบโตมากกว่าร้อย 30 ต่อปีตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

ต้องจากในสู่นอก

            คุณจะนำเสนอสื่อสังคมออนไลน์ของคุณอย่างไร? สื่อสังคมออนไลน์มีมากมายและแตกต่างกันอย่างมาก เราจะต้องเลือกนำมาใช้ให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าของเราด้วย

            Facebook ก็จะต่างจาก Instagram หรือ Twitter เป็นอย่างมาก รูปแบบของการปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคที่ชื่นชอบก็จะต่างกัน บางสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Youtube Channel หรือ Flickr ก็จะเน้นคุณภาพของเนื้อหาประเภทรูปภาพและวิดีโอมากกว่าเนื้อหาประเภทข้อความ เป็นต้น

            ไม่ว่าคุณจะใช้สื่อสังคมออนไลน์หลากหลายอย่างไร แต่คุณจะต้องควบคุมโทนของเนื้อหาให้เป็นแบบจากในสู่นอก (Inside out) ให้ผู้บริโภคมองทะลุเห็นองค์กรภายในของคุณ แสดงออกความเป็นตัวตนของแบรนด์จริงๆ ออกมา

            ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จที่ดีก็น่าจะเป็นเฟสบุค KFC (www.facebook.com/kfcth) ที่สามารถควบคุมโทนเนื้อหาข้อความรูปภาพให้บงบอกถึงแบรนด์และความ sogood ได้เป็นอย่างดี

ต้องเป็นส่วนบุคคล

            ข้อนี้สำคัญอย่างมาก ผู้บริโภคจะรู้สึกประทับใจและได้รับประสบการณ์ที่ดีเมือพวกเขาได้รับการจดจำและสามารถบ่งบอกความเป็นตัวตนของเขาได้ เช่น ทักทายด้วยชื่อของเขา นำเสนอสินค้าและบริการที่ถูกใจ เป็นต้น การนำเสนอด้วยความเป็นส่วนบุคคล (Personalization) จริงไม่ใช่เรื่องง่ายและก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ คุณจะต้องเริ่มจากการบริหารข้อมูลของลูกค้า เก็บข้อมูลพฤิตกรรมและธุรกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์เพื่อนำเสนอแบบส่วนบุคคล

            จากนั้นการนำเสนอแบบส่วนบุคคลสามารถทำได้ในหลายช่องทาง ไม่ว่าจะในเว็บไซต์ของคุณเอง หรือจะเป็นการโฆษณาแบบ  Remarketing ผ่าน Facebook หรือ GDN เพื่อให้ลูกค้าของคุณเห็นการนำเสนอของคุณในทุกช่องทางของสื่อออนไลน์ รับรองว่า ลูกค้าของคุณจะไม่หนีจากคุณไปไหนแน่

ต้องผสมผสาน

            เนื่องจากลูกค้า 3.0 จะติดต่อกับคุณในหลากหลายช่องทางที่สะดวกที่สุด ทั้งเว็บไซต์ โมบาย ร้านค้า พนักงานขาย คอลล์เซ็นเตอร์ เป็นต้น คุณจะต้องผสมผสาน (Integrate) ทุกช่องทางให้เป็นหนึ่งเดียว ลูกค้าจะต้องได้รับข้อมูลและข้อความเหมือนกันจากทุกช่องทาง การเชื่อมต่อระบบทั้งหมดจะต้องเป็นแบบทันที (Real time) มิฉะนั้นแล้ว อาจจะสร้างความรำคาญและไม่ประทับใจให้กับลูกค้าได้

            ตัวอย่างของ Apple เมือคุณซื้อสินค้าจากร้านค้า Apple Store คุณสามารถขอรับใบเสร็จทางออนไลน์ผ่านทางอีเมล์ด้วยบัญชี iTunes ลูกค้าไม่ต้องเข้าคิวยาวเพียงเพื่อรอรับใบเสร็จ เพียงเท่านี้ก็สามารถความประทับใจได้

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th

คู่เสริม: เฟสบุ๊คกับอีเมล์

            คุณอาจจะไม่เชื่อว่าโฆษณาเฟสบุ๊คกับการตลาดอีเมล์เป็นคู่เสริมทางการตลาดออนไลน์ที่จะช่วยให้กลยุทธ์การตลาดสื่อสังคมออนไลน์ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

            โฆษณาเฟสบุ๊คได้กลายเป็นเครื่องมือออนไลน์ในการหาลูกค้าใหม่และบ่มเพาะลูกค้ามุ่งหวังให้กลายเป็นลูกค้าตัวจริง โดยเฉพาะธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะมีการใช้โฆษณาเฟสบุ๊คอย่างมากในการหาลูกค้าใหม่

            สิ่งที่ท้าทายนักการตลาดออนไลน์ก็คือ ค่าใช้จ่ายของสื่อโฆษณาออนไลน์  ค่าใช้จ่ายของสื่อโฆษณาออนไลน์เพื่อหาลูกค้าใหม่จะอยู่ที่ร้อยละ 60-70 ของค่าใช้จ่ายสื่อโฆษณาออนไลน์ทั้งหมด ดังนั้น นักการตลาดจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายนี้ให้คุ้มค่าที่สุด หรือลดค่าใช้จ่ายนี้ลงแต่ยังสามารถสร้างรายได้ให้มากขึ้น คุณจะต้องสื่อโฆษณาเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายจริง ไม่ให้เสียเงินไปกับกลุ่มเป้าหมายที่ไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจของคุณ

            ทำอย่างไรไม่ให้สื่อโฆษณาปรากฏกับผู้บริโภคที่เข้าเว็บไซต์ของเราบ่อย แต่ไม่เคยซื้อเลย?

            ทำอย่างไรให้สื่อโฆษณาปรากฏกับลูกค้าที่เคยสินค้าด้วยโปรโมชั่น?

            ทำอย่างไรให้สื่อโฆษณาปรากฏลูกค้าเป้าหมายที่เราต้องการ?

            คำถามเหล่านี้สามารถหาคำตอบได้จากโฆษณาเฟสบุ๊คที่สามารถบริหารจัดการโฆษณาให้คุ้มค่าที่สุดได้ แต่จะต้องทำงานควบคู่ไปกับสื่ออื่นๆ ซึ่งหมายถึงคู่เสริมของเฟสบุ๊ค นั่นก็คืออีเมล์

            Facebook Audience เป็นหนึ่งในเครื่องมือของโฆษณาเฟสบุ๊คที่คุณสามารถอัพโหลดรายชื่ออีเมล์ของลูกค้าหรือผู้มุ่งหวังของคุณเข้าสู่ระบบของเฟสบุ๊ค เฟสบุ๊คจะจับคู่ระหว่างรายชื่ออีเมล์กับผู้ใช้เฟสบุ๊คทั้งหมด โดยพิจารณาจากอีเมล์ที่ผู้ใช้ลงทะเบียน นั่นหมายความว่า คุณสามารถที่จะสื่อโฆษณาไปยังผู้ใช้เฟสบุ๊คที่มีอีเมล์เดียวกับลูกค้าของคุณได้

            ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนการทำงานร่วมกันของคู่เสริมระหว่างอีเมล์และเฟสบุ๊ค

  • เริ่มต้นจากการส่งอีเมล์เนะนำโปรโมชั่นไปยังลูกค้าทั้งหมดที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของคุณ
  • หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ ให้ดึงรายชื่ออีเมล์ที่เปิดรับอีเมล์ของแคมเปญนั้น
  • สร้างกลุ่มใหม่ของรายชื่ออีเมล์ที่เปิดอีเมล์แต่ไม่ได้ซื้อสินค้า แล้วให้ส่งอีเมล์ใหม่เพื่อเตือนไปยังกลุ่มใหม่นี้
  • หลังจากนั้น 2-3 วัน ให้ดึงรายชื่ออีเมล์ที่ไม่ได้ซื้อสินค้าหลังจากส่งอีเมล์เตือนแล้ว
  • นำรายชื่ออีเมล์เหล่านี้ไปอัพโหลดเข้าสู่ระบบของเฟสบุ๊ค (Facebook Audience) แล้วสร้างโฆษณาเฟสบุ๊คด้วยขอเสนอใหม่ที่น่าสนใจกว่าเดิมไปยังกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้

            ด้วยขั้นตอนนี้ คุณจะได้ลูกค้าที่ซื้อสินค้ามากขึ้น ที่สำคัญ คุณยังสามารถใช้ค่าใช้จ่ายสื่อโฆษณาที่ลดลงอีกด้วย

            นอกจากนี้คุณยังสามารถปรับปรุงกลุ่มเป้าหมายให้ถี่มากขึ้นได้ เช่น ทุกวัน หรือแม้กระทั่งทุก  2 ชั่วโมง เป็นต้น ลูกค้าที่มาจากการส่งอีเมล์โปรโมชั่นอาจจะเลือกซื้อสินค้าแล้วแต่ไม่ได้ชำระเงิน คุณก็สามารถดึงรายชื่ออีเมล์กลุ่มนี้มาเพื่อให้พวกเขาเห็นโฆษณาผ่านเฟสบุ๊คอีกครั้ง เพื่อสร้างโอกาสการขายอีกครั้งก็ได้ อย่างน้อยพวกเขาก็สนใจสินค้าของคุณ เพียงต้องการเวลาในการตัดสินมากขึ้นเท่านั้น

            หลังจากที่พวกเขาซื้อสินค้าแล้ว คุณก็อาจจะเอาออกจากกลุ่มเป้าหมาย หรืออาจจะสร้างเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ แล้วนำเสนอสินค้าใหม่ไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่นี้ก็ได้

            อีกเทคนิคหนึ่งเรียกกว่าการสร้างกลุ่มเหมือน หรือ Lookalike Audience เฟสบุ๊คจะมีอีกหนึ่งความสามารถที่ให้คุณสามารถสร้างกลุ่มเหมือนโดยพิจารณาจากโปรไฟล์ของกลุ่มรายชื่ออีเมล์ที่คุณได้อัพโหลดเข้าสู่ระบบ ดังนั้น คุณก็สามารถที่จะได้กลุ่มเป้าหมายใหม่ที่จะเข้าถึงโฆษณาเฟสบุ๊คของคุณ

            โดยสรุป โฆษณาเฟสบุ๊คเป็นเครื่องมือสำหรับสื่อโฆษณาออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูงอยู่แล้ว แต่เมือได้รวมกับศักยภาพของการตลาดอีเมล์เข้าไปอีก มันจะทำให้กลยุทธ์การตลาดสื่อสังคมออนไลน์ของคุณยิ่งทรงประสิทธิภาพมากๆ ยิ่งขึ้นไปอีก

นาวิก นำเสียง

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด

navik@sundae.co.th